ตัวอย่างการจัดการความรู้ภายในองค์กร
ความรู้คืออะไรข้อมูลสารสนเทศผสมผสานกับประสบการณ์
ความรอบรู้ในบริบท การแปลความหมายและการแสดงความคิดเห็น
โดยเป็นข้อมูลสารสนเทศที่มีคุณค่าสูง
ที่พร้อมจะนำไปประยุกต์ใช้ในการตัดสินใจ หรือใช้ในการทำงาน แม้ว่า
ความรู้และข้อมูลข่าวสารสารสนเทศเป็นสิ่งที่แทบจะแยกกันไม่ออก
แต่ทั้งสองสิ่งนี้มีค่าและเกี่ยวข้องกับบุคคลมากกว่าข้อมูลดิบโดยเหตุที่มีความสำคัญดังกล่าวแทบทุกองค์กรจึงให้ความสนใจ
เรื่องนี้ ด้วยการแสวงหาว่าความรู้คืออะไร
จะสร้างและถ่ายทอดตลอดจนใช้ความรู้อย่างมีประสิทธิผลได้อย่างไรความรู้
แยกเป็น 2 ประเภท
1. ความรู้ที่ปรากฏชัดแจ้ง (Explicit
Knowledge)
เป็นความรู้ที่สามารถเขียนหรืออธิบายออกมาเป็นตัวอักษรฟังก์ชั่นหรือสมการได้
(อยู่ในตำรา เอกสาร วารสาร คู่มือคำอธิบาย วีซีดี คอมพิวเตอร์
อินเทอร์เน็ต ฐานข้อมูล)
2. ความรู้ที่ไม่ปรากฏชัดแจ้ง (Tacit
Knowledge) เป็นความรู้ที่ไม่สามารถเขียนหรืออธิบายได้
การถ่ายโอนความรู้ประเภทนี้ทำได้ยาก
จำเป็นต้องอาศัยการเรียนรู้จากการกระทำ ฝึกฝน (อยู่ในสมองคน
เชื่อมโยงกับประสบการณ์ความเชื่อ ค่านิยม
ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ทั้งหมด)*
แต่ยังมีความรู้อีกประเภทหนึ่งที่สำคัญ เรียกว่าความรู้ประเภทที่
3เป็นความรู้ที่ฝังอยู่ในวิธีปฏิบัติงาน วัฒนธรรม ข้อตกลง
กฎกติกาคู่มือ
ขององค์กรฝังอยู่ในผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตความรู้สำคัญอย่างไร
1. ความรู้ทำให้คนเรามีค่ามากขึ้น
2. ความรู้ทำให้สินค้ามีค่ามากขึ้น
3. ความรู้ทำให้บริการมีค่ามากขึ้น
4. ความรู้ทำให้คนเราเปลี่ยนพฤติกรรม
5. ความรู้ทำให้คนเราทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนได้
6. ความรู้ทำให้คนเรามีมุมมองใหม่
การบริหารความรู้
คือกระบวนการแลกเปลี่ยนและจัดเก็บความรู้
เพื่อให้พนักงานสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้และนำมาประยุกต์
ใช้ในการปฏิบัติงาน สร้างความสำเร็จให้แก่องค์กร
ตลอดจนสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ
ให้เกิดขึ้นในองค์กรเป้าหมายของการจัดการความรู้การจัดการความรู้มีเป้าหมาย
3 ประการใหญ่ ๆ ได้แก่
1.
เพื่อพัฒนางาน ให้มีคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ยิ่งขึ้น
2. เพื่อการพัฒนาคน
คือพัฒนาผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งในที่นี้คือข้าราชการทุกระดับ3.
เพื่อการพัฒนา "ฐานความรู้" ขององค์กรหรือหน่วยงาน เป็นกาu3619
เพิ่มพูนทุนความรู้หรือทุนรปัญญาขององค์กร
ซึ่งจะช่วยทำให้องค์กรมีศักยภาพในการฟันฝ่าความยากลำบากหรือความไม่แน่นอนในอนาคตได้ดีขึ้นกระบวนการบริหารความรู้ประกอบด้วย
3 กระบวนการย่อย ดังนี้
1. การเรียนรู้ในองค์กร เป็นกระบวนการที่
องค์กรใช้ในการแสวงหาข้อมูลและความรู้
2. การผลิตความรู้ เป็นกระบวนการที่องค์กร
ใช้ในการถ่ายทอดและบูรณาการข้อมูลดิบให้กลายเป็นความรู้ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาในองค์กรได้
3. การเผยแพร่ความรู้ เป็นกระบวนการที่จะ
เปิดโอกาสให้บุคคลในองค์กรเข้าไปใช้ ความรู้ที่องค์กรรวบรวมไว้
วิธีการดำเนินการบริหารความรู้
1. กำหนดวิสัยทัศน์ให้ชัดเจน
เป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ขององค์กรที่จะมีการใช้ระบบการบริหารความรู้
และสานวิสัยทัศน์
ให้สมาชิกทุกคนร่วมรับรู้ถึงความจำเป็นในการพัฒนาภูมิปัญญา
ควบคู่กันไปกับการมุ่งมั่นในการดำเนินกิจกรรมคุณค่า
ตลอดจนสร้างความเข้าใจในคุณประโยชน์ที่องค์กรและทุก ๆ คนจะได้รับ
เพื่อนำมาซึ่งความร่วมแรงร่วมใจกันในลำดับต่อไป
2.
กำหนดกลยุทธ์ที่สำคัญขององค์กรหัวใจสำคัญในความสำเร็จตลอดจนสร้างบรรยากาศสนับสนุนให้สมาชิกทุกคนในองค์กรร่วมมือกัน
คือการกำหนดกลุ่มผู้ดูแลรับผิดชอบที่ชัดเจนขึ้น
เพื่อประสานกิจกรรมทั้งมวลให้สอดคล้องกัน
2.1 กลยุทธ์ชี้นำโดยคณะผู้บริหารระดับสูง ต้องให้ความสนใจ
สนับสนุนและผลักดันทุกวิถีทาง
รวมทั้งเป็นเรื่องที่จะต้องมีการติดตามนำเสนอความคืบหน้ากันในที่ประชุม
คณะผู้บริหารระดับสูงอยู่อย่างสม่ำเสมอ
2.2 กลยุทธ์ปลูกฝังโดยฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคล
จะต้องเข้ามาดูแลรับผิดชอบ ในกิจกรรมสำคัญ ฯ ที่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน
โครงสร้างของความรู้ต่าง ๆ
ที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างศักยภาพนอกจากนี้แล้ว
ยังต้องรับผิดชอบประหนึ่ง ครูพี่เลี้ยงให้แก่ทุก ๆ
ทีมงานในอันที่จะร่วมกันบริหารภูมิปัญญา
2.3 กลยุทธ์ปฏิรูปโดยมีการจัดตั้งคณะทำงานพิเศษ
หรือคณะอนุกรรมการอำนวยการโดยมีผู้บริหารระดับสูงเป็นu3611 ระธาน
และมีผู้จัดการฝ่ายพัฒนาทรัพยากรบุคคล เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
นอกจากนี้แล้ว ก็จะมีผู้จัดการหรือหัวหน้าหน่วยงานต่าง ๆ
เข้ามาร่วมกันรับผิดชอบดำเนินการในกิจกรรมที่ต้องมีการประสานกิจกรรมซึ่งกันและกัน
เพื่อให้เกิดกิจกรรมที่ทรงคุณค่าและภายนอกองค์กร
2.4 กลยุทธ์การปรับตัว เป็นกลยุทธ์ในระดับทีมงาน
ที่จะประกอบไปด้วยหัวหน้าทีมและสมาชิกผู้ร่วมทีม
ที่จะร่วมกันเรียนรู้และทำงานอย่างเป็นระบบโดยใช้ภูมิปัญญาเดิมร่วมกับการแสวงหาภูมิปัญญาใหม่
ๆ ผนวกเข้ากับระบบการปฏิบัติงาน
ถือเป็นเฟืองจักรสำคัญอันหนึ่งของการบริหารองค์กรเรียนรู้
และการบริหารภูมิปัญญา
ที่จะต้องลงลึกถึงรายละเอียดของภูมิปัญญาที่จะใช้กับกิจกรรมที่ทรงคุณค่าอย่างสม่ำเสมอ
ทั่วทั้งองค์กร
3. พัฒนารูปธรรมการเรียนรู้
ประกอบด้วย ขั้นตอนสำคัญ 3 ประการคือ
3.1 การมีวิสัยทัศน์องค์กร (Corporate Vision) ที่ชัดเจน
และปฏิบัติได้ภายใต้การร่วมสนับสนุน ของสมาชิกทุกคนในองค์กร
ซึ่งเป็นเสมือนหลักชัยที่ทุกคนมุ่งมั่นจะไปให้ถึง
3.2 การจัดหาโครงสร้างพื้นฐานซึ่งประกอบด้วย
เครื่องมือและเครื่องอุปกรณ์
รวมทั้งสถานที่ที่จะเอื้ออำนวยให้กระบวนการเรียนรู้
ของสมาชิกทุกคนในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล
3.3 มีระบบการบริหารและระบบการทำงานที่ดีได้มาตรฐานสากล
เช่นระบบการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ระบบการบริหารการเงิน
และระบบการวางแผนการตลาดเป็นต้น
4. เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้
เป็นขั้นตอนของการพัฒนาตัวสมาชิกแต่ละบุคคลในองค์กรให้มีศักยภาพที่สูงขึ้น
เป็นสินทรัพย์อัจฉริยภาพ ที่หลาย ๆ องค์กรมุ่งหวังว่า
จะเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ (Key Success Factor) ในยุคของการแข่งขันใหม่
ที่มีปัจเจกบุคคล (Head- to -Head Competition) เป็นที่ตั้ง-
เริ่มโดยการฝังทัศนคติ และค่านิยม ขององค์กร
ให้ทุกคนได้รับทราบและเข้าใจต่อการตัดสินใจครั้งสำคัญ ๆ
ทุกครั้งอย่างสม่ำเสมอ- การพัฒนาทักษะและความสามารถ โดยเป็นการพัฒนา
ให้สอดคล้องกับสายอาชีพของแต่ละหน้าที่งาน ด้วยการลงมีปฏิบัติในกิจกรรม
หรือโครงการใด ๆ เพื่อให้มีศักยภาพสูงขึ้น-
ความภาคภูมิใจและความรู้สึกมีส่วนร่วม ในความเป็นเจ้าขององค์กร
ก็จะเป็นผลที่เกิดขึ้นตามมาโดยอัตโนมัติในวงจรแห่งกระบวนการเรียนรู้นี้
4.1 ให้ลืมเรื่องเก่า ๆ เสีย ถ้าจะประสงค์ที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่
หนทางหนึ่งที่จะช่วยขจัดอุปสรรคของการเรียนรู้ก็คือการเข้าสู่กระบวนการทำให้ลืมเรื่องเก่าๆ
เสียก่อน
4.2 การเข้าสู่เรื่องปัจจุบัน (Learning)
เป็นขั้นตอนของการพิจารณาสถานภาพในปัจจุบัน ว่าแต่ละคน แต่ละทีมงาน
ควรจะเรียนรู้อะไร หรือควรจะมีทักษะและศักยภาพเป็นเช่นไร
จึงจะเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการปฏิบัติงานได้อย่างราบรื่น
ดังตัวอย่างเช่น0000
4.3 ไปสู่เรื่องอนาคต (Relearning ) กระบวนการเรียนรู้
เป็นต้นกำเนิดแห่งประสบการณ์ และทักษะ
ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อคนเราหรือทีมงานของเรา
ต้องไปกระทำกิจกรรมหรือเผชิญเหตุการณ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง
แล้วก็จะได้รับข้อมูลนานาประเภท ผ่านทาง ตา หู จมูกและประสาทสัมผัสอื่น
ๆ จากนั้นจึงเกิดการคิด ทบทวนข้อมูลทั้งหมดในสมอง
และประมวลเข้ากับประสบการณ์เดิม ๆ ที่มี แล้วจึงประเมินสถานการณ์
เพื่อทำการติดสินใจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา
ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้น ๆ
และประการที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือการได้รับประสบการณ์ใหม่ไปในทางเดียวกัน
กระบวนการเรียนรู้เพื่อไปสู่อนาคตนี้เอง ที่ควรมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ
โดยการเน้นไปสู่ทั้งกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน และกระบวนการเปลี่ยนแปลง
ลงสู่การทำงานให้ดีที่สุด
ด้วยการลงไม้ลงมืออย่างจริงจังด้วยเหตุผลที่ว่า "การเห็นและการได้ยิน
ก็จะทำให้เกิดความสังวรต่อพฤติกรรมใหม่ ๆ" และ "การเกิดของพฤติกรรมใหม่
ๆ นั้นจะเป็นไปได้ ก็จะต้องลงมือทำแต่เพียงอย่างเดียว"
ซึ่งเป็นการเน้นถึงคุณค่า ที่ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่า
คุณค่าของคนคือตัวเราเอง และการลงมือทำให้เกิดกิจกรรมคุณค่า
ให้เกิดเป็นความเปลี่ยนแปลงในเชิงสร้างสรรค์นี้เอง
ก็จะเป็นหนทางในการเดินไปสู่อนาคต โดยมีกระบวนการเรียนรู้ที่วนเวียน
(ดังที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้) ไปอย่างเป็นวัฏจักร ที่ไม่รู้จบ
ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นวงจรของการเรียนรู้คู่ประสบการณ์(Experiential
Learning Cycle)
กลยุทธ์ที่ใช้ในการดำเนินการเพื่อให้การบริหารความรู้มีประสิทธิผลมีดังนี้
1. ผู้นำต้องสร้างวัฒนธรรมที่ให้โอกาส
พนักงานทุกคนมีส่วนร่วมได้แสดงความคิด สร้างสรรค์
2. องค์กรจะต้องสร้างนวัตกรรม โดยการ กำหนดเป้าหมายและการวัดผลนวัตกรรม
ที่ชัดเจน
3. องค์กรจะต้องมีผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำใน
การเปลี่ยนแปลงด้วยการคิดค้น แสวงหา นวัตกรรมและทดลอง
4. การแสวงหานวัตกรรมไม่จำกัดเฉพาะใน เรื่องงานในองค์กร
5. พนักงานในองค์การก็สามารถส่งเสริมซึ่งกัน และกัน
โดยการสร้างแหล่งความคิดทั่วทั้งองค์กร
6. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
7. การร่วมมือในการดำเนินการต้องอาศัย ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล
8. เวลาที่ใช้ในการประชุมและการติดต่อสื่อสาร
กับเพื่อนร่วมงานจะต้องเกิดประโยชน์และสัมฤทธิ์ผล
9. องค์การจะต้องบริหารความรู้เชิงกลยุทธ์ของ
องค์การที่เหมาะสมมาใช้กับกลยุทธ์ทางธุรกิจขององค์กรและจัดโครงสร้างทางเทคนิคขององค์การให้เหมาะสมกับกระบวนการบริหารความรู้ในองค์กร
ผลที่ได้รับจากการบริหารความรู้
1. เข้าถึงแหล่งความรู้ในองค์กรได้ง่าย
พนักงานที่มีประสบการณ์ทำงานน้อยสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วจากองค์ความรู้ที่มีอยู่และสามารถต่อยอดความรู้ได้
2. ลดจำนวนการทำผิดซ้ำ
3. ความรู้ไม่สูญหายจากองค์กร
4. ยกระดับความสามารถขององค์กรให้เหนือคู่แข่ง
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
1. ผู้บริหารจะต้องเข้าใจในคุณค่าของการ
บริหารความรู้และสนับสนุนนโยบายการพัฒนาโปรแกรมเพื่อที่ทำให้การบริหารความรู้เกิดขึ้นในองค์กร
2. องค์การจะต้องมีทีมงานบุคคลจากหลาย ๆ
ส่วนในองค์กรเพื่อจัดทำแผนที่ความรู้และวางแผนในการนำแผนที่ความรู้ไปใช้
3. องค์กรจะต้องมีกลุ่มคนที่รับผิดชอบในการแสวงหาความรู้
ประมวลความรู้วิเคราะห์ความรู้และตรวจสอบความรู้เพื่อใช้ได้จริงในสวนต่าง
ๆ
4.
องค์กรจะต้องมีการพัฒนาและนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารความรู้ให้แก่ทุกส่วนขององค์กร
5. องค์กรจะต้องเสริมสร้างให้เกิดนวัตกรรม ในการแลกเปลี่ยนความรู้
6. องค์กรต้องแสดงให้บุคลากรเห็นถึงคุณค่า ของการบริหารความรู้
7. องค์กรจำเป็นต้องทดลอง ปรับปรุง
พัฒนาการบริหารความรู้อย่างสม่ำเสมอและ ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยแห่งความล้มเหลว
1. บุคคลบางคนไม่ต้องการแลกเปลี่ยนความรู้
ที่เป็นประโยชน์ที่ตัวเองมีกับคนอื่น
2. บุคคลบางคนไม่ชอบใช้แนวความคิดของคน อื่น
เพราะเกรงว่าจะถูกมองว่าเป็นคนมีความรู้น้อยและจะต้องอาศัยบุคคลอื่นในการทำงานของตน
3.
บุคคลบางคนมักจะคิดว่าตนเองมีความเชี่ยวชาญในงานของตนและไม่อยากร่วมมือในการทำงานกับคนอื่น
Home
Website
Webmaster Sarawut48a@hotmail.com
ลิขสิทธิ์ © 2001
[งานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์ โรงพยาบาลสูงเม่น] สงวนลิขสิทธิ์
ปรับปรุงแก้ไข:
27/05/08
