โรคเมลิออยโดสิส (Melioidosis)
เมลิออยโดสิส
เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่มีสาเหตุจาก
Burkholderia (Pseudomonas )
pseudomallei ซึ่งพบได้ในคน
และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด เช่น แพะ แกะ หมู
โค กระบือ โรคนี้พบได้มากในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียตอนเหนือ
โดยเฉพาะในประเทศไทย มีผู้ป่วย 2000 -3000
รายต่อปี
อุบัติการณ์ของโรคมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
โดยเฉลี่ย 4.4 ต่อ 100,000 คน พบผู้ป่วยมากในฤดูฝน
B. pseudomallei
เป็นแบคทีเรีย ชนิด Gram negative bacilli
มีลักษณะจำเพาะ คือ เซลล์จะติดสีเข้มหัวท้าย
เมื่อย้อมด้วยสี Gram Stain หรือ Wayson Stain
ทำให้มีลักษณะคล้ายเข็มกลัดซ่อนปลาย ไม่สร้างสปอร์
เคลื่อนที่โดยใช้ flagella
เชื้อสามารถเจริญได้ดีในอาหารเลี้ยงเชื้อแบคทีเรียทั่วๆไป
ลักษณะโคโลนีและสีจะเปลี่ยนเเปลงตามชนิดอาหารเลี้ยงเชื้อ
มีความทนทานต่อสิ่งแวดล้อม
สามารถเจริญได้ในภาวะเป็นกรด pH 4.5-8
และอุณหภูมิระหว่าง 15-42 องศาเซลเซียส
ในประเทศไทยมีรายงานแยกเชื้อได้จากดิน
และน้ำ ของทุกภาค
พบมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 2 biotypes
เชื้อที่แยกได้จากผู้ป่วยเป็นสายพันธุ์ Arabinose
negative (Ara-)
ในขณะที่แยกได้จากสิ่งแวดล้อมมีทั้ง Arabinose
negative และ Arabinose positive (Ara+)
ความสามารถในการก่อโรคของสายพันธุ์ Ara- มากกว่า
Ara+ โดยมีค่า LD50 เท่ากับ 102 cfu/mouse
และ 109 cfu/mouse ตามลำดับ ปัจจุบัน
Ara+ ถูกจัดให้อยู่ในสปีชีส์ใหม่ ชื่อ
Burkholderia thailandnensis
ผู้ป่วยจะมีอาการแตกต่างกันมาก
ตั้งแต่ไม่ปรากฏอาการแต่ตรวจพบแอนติบอดี
จนกระทั่งอาการรุนแรง โลหิตเป็นพิษเฉียบพลัน
มีอาการ 2
รูปแบบคือการติดเชื้อเฉพาะที่และการติดเชื้อแบบแพร่กระจายไปทั่ว
มักพบมีอาการปอดบวม
ติดเชื้อในกระแสโลหิตและฝีในอวัยวะภายใน
พบมีอาการของโรคกลับซ้ำได้บ่อยในกรณีที่ให้ยาปฏิชีวนะไม่นานพอ
กลไกการก่อโรคของ B.
pseudomallei ยังไม่ทราบแน่ชัด
คาดว่ามีหลายปัจจัยที่มีผลก่อให้เกิดความรุนแรงของโรค
เช่น ความสามารถในการก่อโรค (virulence)
จำนวนและวิธีที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย
ภาวะภูมิต้านทานของผู้ป่วย virulence factors
ของเชื้อที่สำคัญได้แก่ endotoxin, exotoxin และ
เอ็นซัยม์หลายชนิด การสร้าง biofilm ห่อหุ้มเซลล์
ซึ่งมีผลทำให้เชื้อสามารถเจริญได้ในเซลล์เม็ดเลือดขาวโดยไม่ถูกจับกินและสามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่างๆ
นอกจากนั้น biofilm
ยังป้องกันไม่ให้สารต้านจุลชีพซึ่มเข้าสู่เซลล์
ทำให้เชื้อสามารถทนต่อสารต้านจุลชีพที่ความเข้มข้นสูงขึ้น
การติดต่อที่พบบ่อยได้แก่การหายใจและการสัมผัสโดยตรงกับเชื้อที่ปนเปื้อนในดินและน้ำในขณะที่มีบาดแผล
การติดต่อจากคนสู่คนมีรายงานน้อยมาก
ระยะฟักตัวไม่แน่นอน ที่พบบ่อย 2-20 วัน
หรืออาจนานเป็นปี
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคเมลิออยโดสิส
การควบคุมป้องกันโรคทำได้ยาก
เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นชาวนาที่ต้องสัมผัสดินและน้ำขณะทำงาน
ผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานบกพร่อง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
โรคเรื้อรัง หรือ มีบาดแผลที่ผิวหนัง
ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสดิน
โดยสวมรองเท้าบูทขณะทำงานลุยน้ำ ลุยโคลน
ในรายที่มีอาการรุนแรงจำเป็นต้องให้ยาต้านจุลชีพที่เหมาะสมก่อนทราบผลการเพาะเชื้อ
เนื่องจากผู้ป่วยอาจเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
การรักษาแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะแรก (acute phase)
ใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์ มักใช้ ceftazidime,
imipenem หรือ meropenem โดยให้ทางหลอดเลือด
และระยะที่สอง (maintenance phase)
เป็นยารับประทานมักให้ร่วมกัน 2-3 ชนิดได้แก่
trimethiprim-salfamethoxazole, chloramphenicol,
amoxicillin-clavulinate ใช้เวลา 12-20 สัปดาห์
เพื่อลดการกลับเป็นซ้ำอีก
|
การวินิจฉัยโรคทางห้องปฏิบัติการ |
อาการและอาการแสดงของผู้ป่วยโรคเมลิออยโดสิสคล้ายกับโรคติดเชื้ออื่นหลายโรคเช่น
เลปโตสไปโรซิส สครับไทฟัส มาเลเรีย
ดังนั้นการตรวจทางห้องปฏิบัติการจึงมีความสำคัญมาก
การวินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง
รวดเร็วจะมีผลต่อการรักษาและการรอดชีวิตของผู้ป่วย
เพราะผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสโลหิตเฉียบพลันมักเสียชีวิตเร็ว
หลังการรักษา 1-2 วัน
การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการมีดังนี้
- การเพาะเชื้อแบคทีเรียเป็นวิธีมาตรฐาน
สามารถเพาะแยกเชื้อได้ในอาหารเลี้ยงเชื้อปกติ
เช่น blood agar, Mac Conkey agar
ใช้เวลาประมาณ 2-5 วัน ตัวอย่างที่ใช้ตรวจ
มักเป็นเลือด (Hemoculture) เสมหะ น้ำจากปอด
หนองจากฝี ปัสสาวะ เมื่อเชื้อขึ้นจะทำการ
Identification ด้วยการทดสอบทางชีวเคมี
และทดสอบความไวต่อสารต้านจุลชีพซึ่งจะช่วยให้สามารถเลือกใช้ยารักษาได้เหมาะสม
- การตรวจแอนติบอดีจำเพาะต่อ B.
pseudomallei ในซีรัมผู้ป่วย
- Indirect hemagglutination (IHA)
ทดสอบโดยใช้เม็ดเลือดแดงที่เคลือบแอนติเจนของ
B. pseudomallei ทำปฏิกิริยากับแอนติบอดีจำเพาะในซีรัมผู้ป่วย
ในกรณีที่มีการติดเชื้อจะเกิดการจับกลุ่มของเม็ดเลือดแดง
มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
- Immunofluorescent assay (IFA)
เป็นการตรวจแอนติบอดีจำเพาะชนิด IgG และ
IgM ในซีรัมผู้ป่วย ต่อเชื้อ B.
pseudomallei ที่เคลือบไว้บนสไลด์
และติดตามปฏิกิริยาด้วยการย้อมด้วย
anti-human IgG/IgM
ที่ติดฉลากด้วยสารเรืองแสง
ซึ่งจะเห็นตัวเชื้อ B. pseudomallei เรืองแสงสีเขียวเมื่อดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ชนิดเรืองแสง
- Enzyme-linked immunosorbent assay
(ELISA) เป็นการตรวจแอนติบอดีต่อ B.
pseudomallei
ในซีรัมผู้ป่วยโดยการทำปฏิกิริยากับสารสกัดจาก
B.pseudomallei
ที่เคลือบไว้บนไมโครเพลตหรือเมมเบรน
และติดตามปฏิกิริยาด้วยแอนติบอดีจำเพาะต่อ
IgG หรือ IgM ที่ติดฉลากด้วยเอ็นซัยม์
ทำให้เกิดสีซึ่งสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าหรือวัดปริมาณด้วยเครื่องวัด
-
การตรวจแอนติเจนของเชื้อในตัวอย่างของผู้ป่วยซึ่งได้แก่
เลือด ปัสสาวะ หนอง วิธีทีใช้ทดสอบได้แก่
Latex agglutination (LA), Direct
fluorescent assay (DFA) และ ELISA
ทดสอบกับ hemoculture
ทำให้สามารถวินิจฉัยการติดเชื้อในกระแลโลหิตได้เร็วขึ้น
- การตรวจหาสารพันธุกรรมด้วยวิธี PCR
มีการศึกษาวิจัยในหลายสถาบัน
พบว่ามีความไวและความจำเพาะสูง
แต่ยังไม่แพร่หลายในห้องปฏิบัติการทั่วๆไป
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
ได้พัฒนาชุดทดสอบสำหรับตรวจแอนติบอดีด้วยวิธี IHA
โดยใช้ Extracellular protein (EXP)
เป็นแอนติเจนเคลือบเม็ดเลือดแดง ซึ่งมีความไวและ
ความจำเพาะเท่ากับ 88.6 % และ 93.3% ตามลำดับ
ได้ผลิตเพื่อให้การสนับสนุนแก่
ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ และห้องปฏิบัติการทั่วไป
นอกจากนั้นยังให้บริการการตรวจวิเคราะห์ด้วยวิธี
IFA และ IHA
โรคเมลิออยโดสิสนับเป็นปัญหาสาธารณสุขของไทยเนื่องจากพบมีอัตราป่วยตายสูง
โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสโลหิตซึ่งมีอัตราป่วยตายประมาณ
60%
และมักพบอาการรุนแรงถึงเสียชีวิตในคนที่เป็นโรคเรื้อรัง
เช่น โรคเบาหวาน โรคไต
ทั้งนี้มักมีการกลับซ้ำของโรคในกรณีให้การรักษาระยะสั้นและผู้ป่วยมีภาวะภูมิต้านทานบกพร่อง
นอกจากนั้นอาการของโรคยังคล้ายกับโรคติดเชื้ออื่นหลายโรคอาจทำให้วินิจฉัยผิดได้
ซึ่งจะมีผลต่อการรักษาเพราะการรักษาโรคเมลิออยโดสิสมีรูปแบบจำเพาะไม่เหมือนโรคติดเชื้ออื่นและยามีราคาค่อนข้างแพง
จึงจำเป็นต้องพัฒนาวิธีตรวจกรองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและสามารถตรวจได้ทุกห้องปฏิบัติการ
การป้องกันโรคเป็นไปได้ยากเพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นชาวไร่ชาวนาที่ต้องทำงานสัมผัสดินและน้ำซึ่งในถิ่นระบาดพบเชื้อสาเหตุอยู่ทั่วไป
http://www.cdc.gov/ncidod/dbmd/diseasseinfo/melioidosis_g.htm
http://www.asm.org
- Chaowagul W. Recent advances in the
treatment of severe melioidosis. Acta Trop
2000;74:133-7.
- Leelarasamee A. Melioidosis in Southeast
Asia. Acta Trop 2000; 74: 129-32.
- Dance DAB. Melioidosis. Curr Opin Infect
Dis2002 ;127-32.
- Melioidosis-General Information. http://www.cdc.gov/ncidod/dbmd/diseasseinfo/melioidosis_g.htm
- White NJ. Melioidosis. Lancet 2003;
361(9370):1715-22.
- ผกากรอง ลุมพิกานนท์, สุภาภรณ์ พัวเพิ่มพูลศิริ,
สุรศักดิ์ วงศ์รัตนชีวิน. โรคเมลิออยในเด็ก
ขอนแก่น: โรงพิมพ์คลังนานาวิทยา; 2545
- Naigowit P, Kulata T, Wangroonsub P,
Petkanchanapong W, Kondo E and Kanai K.
Application of direct immunofluorescent
microscopy to colony identification of
Pseudomonas pseudomallei . Asian Pacific
J Allergy Immonol 1993;11: 149-154.
- Wangroongsarb P, Kumsawat S,
Petkanchanapong W, et al. Selection of
Burkholderia pseudomallei antigens for
antibody detection by indirect
hemagglutination method Chula Med J 2000;
44(8): 631-42.
- Petkanchanapong W, Naigowit P, Kondo E
and Kanai K. Use of Endotoxin Antigen in
Enzyme-linked Immunosorbent Assay for the
Diagnosis of P. pseudomallei
Infection (Melioidosis). Asian Pacific J
Allergy Immunol 1992; 10:145-150.
ฝ่ายภูมิคุ้มกันวิทยาคลินิก
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นนทบุรี 11000
โทร 5899850 - 8 ต่อ 99446 99445