โรคหวัด
โรคหวัด เป็นโรคที่ติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่พบมากในเด็ก ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งมีหลายพันธ์หลายชนิด พบโรคหวัดได้บ่อยในช่วงอายุ 1 - 3 ปี
โรคหวัดเป็นโรคไม่รุนแรง ให้การดูแลที่บ้านได้และจะหายเองได้ภายใน 5-7 วัน
สาเหตุของโรคหวัด
1.เกิดจากเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรีย
2.โรคภูมิแพ้ เช่น แพ้ฝุ่น แพ้ขนสัตว์ หรือสารก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเยื่อบุจมูก มักจะเป็นหวัดเรื้อรัง
3.จากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของอากาศ อาจเกิดอาการน้ำมูกไหล จามหรือคัดจมูกได้
การติดต่อ
โรคหวัด มักติดต่อสัมผัสกันทางน้ำมูก น้ำลายหรือเสมหะของผู้ป่วย โดยการไอ จามรดกันหรือเชื้อผ่านทางมือของผู้ป่วยโรคหวัดไปทางมือของผู้รับเชื้อ เมื่อขยี้ตา
หรือจมูก เชื้อหวัดก็จะเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุจมูกและเยื่อบุนัยน์ตาได้
อาการ
-เริ่มด้วยมีน้ำมูกใส 1-2 วัน ต่อมาน้ำมูกจะข้นมากขึ้น อาจเป็นสีเหลืองหรือเขียว ถ้ามีอาการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย
-คัดจมูก ไอ เจ็บคอ เสียงแหบ
-ปวดศรีษะ มีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว
อาการแทรกซ้อน
ถ้ามีอาการนานกว่า 7 วัน อาจมีอาการแทรกซ้อนเกิดการอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงเช่น หูอักเสบ ไซนัสอักเสบ
ปอดอักเสบ เป็นต้น ในเด็กเล็กอาจทำให้มีอาการชักจากไข้สูง
การรักษา
เนื่องจากโรคหวัดเกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่มียาที่ใช้รักษาโดยเฉพาะ เพียงแต่ให้การรักษาตามอาการเท่านั้นได้แก่
1.ถ้ามีไข้ให้เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่น กินน้ำบ่อย ๆ ถ้าไข้ไม่ลดให้ยาลดไข้ ยาลดไข้ที่ใช้ในเด็กคือ พาราเซตามอล ตามขนาดน้ำหนัก
ของเด็กหรืออายุเด็ก โดยดูจากฉลากยาข้างขวด สามารถให้ได้ทุก 4 หรือ 6 ชั่วโมง
2.อาการไอ ควรดื่มน้ำอุ่นบ่อย ๆ จะดีที่สุดหรืออาจใช้น้ำผึ้งหรือน้ำหวานบีบมะนาวใส่ พอมีรสเปรี้ยว ป้อนให้กินแทนยา ไม่ควรใช้ยาระงับไอ ยาแก้แพ้ ยาละลายเสมหะ ยาขยายหลอดลม ยาแก้ไอสำเร็จรูป เพื่อการรักษาอาการไอ เพราะจะทำให้เสมหะแห้งไอไม่ออก
3.ยาปฏิชีวนะ (บางคนเรียกยาฆ่าเชื้อ ยาต้านจุลชีพ ยาแก้อักเสบ) ไม่จำเป็นต้องใช้เพราะไม่ได้ผลต่อการฆ่าเชื้อหวัด ซึ่งเป็นเชื้อไวรัส ยกเว้นบางรายที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม เช่น มีน้ำมูกหรือเสมหะสีเหลืองข้นหรือเขียว คอแดงจัด ปวดหู
การป้องกัน
1.ปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม จะช่วยลดการติดเชื้อโรคได้
2.อย่าเข้าใกล้หรือนอนรวมกับผู้ป่วย
3.ระวังรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะเวลาที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง
4.ไม่ควรเข้าไปในที่ที่มีคนแออัด โดยเฉพาะเวลาที่มีการระบาดของไข้หวัด
5.ไม่ควรอาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเกินไปโดยเฉพาะในเวลาที่มีอากาศเย็น
6.ควรหมั่นล้างมือให้สะอาดบ่อย ๆ (ทั้งผู้ป่วยและผู้ที่อยู่ใกล้เคียง) และอย่าใช้นิ้วมือขยี้ตา หรือ แคะไชจมูก
7.หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีควันบุหรี่หรือควันไฟ
8.เพิ่มภูมิต้านทานเด็ก โดยฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามวัย
อาการที่ต้องรีบมาพบแพทย์
-มีไข้สูง ชัก
-หายใจเร็ว เสียงดัง หอบ
-ไม่กินน้ำหรือนม
-ปวดหู มีหนองไหล
-เจ็บคอ มีฝ้าขาว หนองในคอ
การดูแลเด็กที่ป่วยเป็นหวัด
1.ให้กินอาหารตามปกติ ถ้าเบื่ออาหาร ควรให้ทีละน้อย ๆ บ่อย ๆ อย่าลดอาหารและอย่าบังคับ เพราะจะทำให้อาเจียน จะให้อาหารอ่อนก็ได้ เมื่อมีอาการดีขึ้นจึงกระตุ้นให้กินบ่อย ๆ
ถ้าคัดจมูกเด็กจะไม่กินอาหาร ให้เช็ดจมูกก่อน
2.ให้ดื่มน้ำบ่อย ๆ โดยเฉพาะน้ำอุ่นจะช่วยละลายเสมหะให้เหนียวข้นน้อยลงและไอเอาเสมหะออกได้ง่ายขึ้น ถ้าเด็กกินนมแม่ให้กินบ่อย ๆ
3.พักผ่อนให้เพียงพอและมากขึ้น จะช่วยให้เด็กหายเร็วขึ้น
4.รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ งดดื่มน้ำเย็นหรืออาบน้ำเย็น เพราะจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ง่าย
5.อย่าซื้อยาแก้อักเสบและยาลดน้ำมูกมากินเอง ควรปรึกษาแพทย์เมื่อเป็นโรคหวัด
Webmaster
Sarawut48a@hotmail.com
ลิขสิทธิ์ © 2001 [งานสุขศึกษาและประชาสัมพันธ์
โรงพยาบาลสูงเม่น] สงวนลิขสิทธิ์
ปรับปรุงแก้ไข:
28/05/08
